((POLICE NEWS update PLUS))…”สน.เพชรเกษม ร่วมกันจับกุมตัว ชายวัย50กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน”

      เมื่อวันที่6 ตุลาคม 2569.เวลา 16.20 น.  พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม พ.ต.ท.ธวัชชัย ทิพย์วงษ์ สว.สส.สน.เพชรเกษม จ.ส.ต.เอกยุทธ ปล้องคง ส.ต.ท.ชัยณรงค์ คงเรือง ผบ.หมู่ส.ส.สน.เพชรเกษม พร้อมฝ่ายสืบสวนสน.เพชรเกษม ร่วมกันจับกุมตัว นายนิวัฒน์ ขันดี อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาคดี เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”และ “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน” และ “เป็นผู้สนับสนุนโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 233/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค.69 โดยจับกุมตัวได้บริเวณห้างวิคตอเรีย การ์เด้นส์ ซอยเพชรเกษม 69 แขวงและเขตบางแค กรุงเทพฯ

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่29ธ.ค.68 นางมาลี สุวิลัย อายุ53 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรศัพท์เข้ามาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ก่อนชักชวนให้นางมาลีเพิ่มเพื่อนทางไลน์ ชื่อ “@กองคลังเอกสาร” และหลอกว่านางมาลีมีสิทธิได้รับเงินเยียวยา ก่อนแนะนำให้ทำรายการผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร รวมถึงให้เปลี่ยนภาษาในแอปเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้นางมาลีไม่ทราบว่ากำลังดำเนินการเกี่ยวกับการโอนเงิน ต่อมานางมาลีตรวจสอบพบว่า มีเงินถูกนำออกจากบัญชีธนาคารออมสิน 2บัญชี ธนาคารไทยพานิช1บัญชีและธนาคารกสิกรไทยอีก1บัญชี รวมความเสียหายทั้งสิ้น 659,900 บาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สภ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเงินของผู้เสียหายส่วนหนึ่งถูกโอนผ่านบัญชีธนาคารหลายทอด ก่อนมีเงินเข้าสู่บัญชีธนาคารในนาม ห้างหุ้นส่วนจำกัด วาย แอนด์ วาย ออโต้พาร์ท แอนด์ คาร์ เร้นทัล และต่อมามีการโอนเงินออกจากบัญชีกระจัดกระจาย ซึ่งในสำนวนระบุว่าเป็นลักษณะเพื่อหลบเลี่ยงมิให้สามารถติดตามเงินคืนแก่ผู้เสียหายได้ ซึ่งฐานข้อมูลนิติบุคคลพบว่า นายนิวัฒน์ ขันดี เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นผู้มีอำนาจจัดการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

จากการสอบสวนนายนิวัฒน์ ให้การอ้างว่า เมื่อปี68ได้ซื้อหัวบริษัทต่อมาจากคนรู้จักในราคา2หมื่นบาท เพื่อจะใช้ขายครีมบำรุงผิว และต้องเปิดบัญชีออนไลน์ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาอยู่ในบัญชีตน3 วันก็ถูกถอนออกไป โดยที่ตนไม่รู้เรื่อง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เชื่อ เนื่องจากผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายมีเพียงนายนิวัฒน์เท่านั้น และจากการตรวจสอบประวัติพบกลางปี69 นายนิวัฒน์ยังมีคดียักยอกทรัพย์ท้องที่สน.โคกครามอีกด้วย##ขอบคุณภาพข่าว/Dit News/รายงาน##

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You May Like

Subscribe US Now